ข้อดีของคำดูถูก


ข้อดีของคำดูถูกทำให้เรามีแรงฮึดที่จะลบคำสบประมาท


เราทุกคนเคยผ่านคำดูถูกเราทุกคนเคยเผชิญหน้ากับคำสบประมาท
ถ้อยคำที่บั่นทอนจิตใจเราเพราะมีบางคนใช้คำพูดที่พยายามลดทอนคุณค่าของเราลง
ถ้อยคำที่บางครั้งก็กลายเป็นบาดแผลฝังลึกเป็นรอยในจิตใจ
และยางลบชนิดไหนก็เหมือนจะลบล้างไม่ได้

ทำไมคนเราถึงดูถูกคนอื่นผมว่ามีสาเหตุหลักๆอยู่สองอย่าง

หนึ่ง คือคนเรามีแนวโน้มที่จะไม่เชื่อมั่นในคนอื่นอยู่แล้วถ้าไม่ใช่ตัวเรา
เรามักคิดว่าคนอื่นมีศักยภาพที่ไม่เพียงพอสิ่งใดที่ดูยาก
สิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ ถ้าเราทำไม่ได้เขาก็น่าจะทำไม่ได้


สอง คือคนบางคนก็ไม่ชอบเห็นคนอื่นได้ดีกว่าตัวเอง
พอใครเขาจะทำอะไรดีๆก็พูดทำลายความฝันของเขาไว้ก่อน
เขาจะได้ทำไม่ได้เป็นพฤติกรรมของคนที่ใจร้ายที่สุด


แต่เชื่อไหมครับว่าเราเลือกได้
เราจะให้คำดูถูกกลบฝังเราลงจมดิน
หรือเปลี่ยนคำดูถูกเหล่านั้นให้เป็นพลังผลักดันให้เราก้าวไปจุดมุ่งหมายปลายทางได้


ให้คนที่ชอบ “ดูถูก” ได้รู้ตัวว่าเขา “ดูผิด”

เมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนดูถูกเราจึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องเสียใจ
แต่ให้คำดูถูกนั้นคือความท้าทายที่เราจะก้าวผ่านไปให้ได้

เพราะไม่มีคำพูดของใครทำร้ายความรู้สึกของเราได้ถ้าเราไม่ยินยอม
เพราะไม่มีคำพูดของใครทำให้เราล้มเหลวได้หากเราไม่หวั่นไหวไปกับคำพูดเหล่านั้น

เปลี่ยนคำดูถูกให้เป็นพลัง เปลี่ยนคำสบประมาท
ให้เป็นเป้าหมายที่เราจะผ่านไปสู่เป้าหมายที่รอคอย

เพราะที่สุดแล้ว ไม่สำคัญว่าใครมองเราว่าอย่างไร
สำคัญที่เราเองต่างหากมองตัวเองว่าอย่างไร


“เราจะให้คำดูถูกกว่าฝั่งเราจมดินหรือจะเปลี่ยนคำดูถูกเหล่านั้น
ให้เป็นพลังผลักดันให้เราก้าวไปจุดมุ่งหมายปลายทางได้”

ข้อดีของความน้อยจะช่วยให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่มี

ข้อดีของความน้อยจะช่วยให้เราเห็นคุณค่าของสิ่งที่มี
คำว่าน้อย ดูจะด้อยกว่าคำว่ามาก ใครๆก็ชอบพูดว่าเกินย่อมดีกว่าขาด
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วอะไรมากไปจนล้นเกินก็ใช่ว่าจะดีเสมอไป

จะน้อยหรือจะมากพอดีอาจดีที่สุด
แต่เอาละ แม้เราจะรู้ว่าความพอดีสิ่งที่ดีที่สุดแต่ความเป็นจริงก็ต้องยอมรับว่า
ความพอดีคือสิ่งที่หาได้ยากมากที่สุดและเราทุกคนต่างเริ่มต้นด้วยความ น้อย ด้วยกันทั้งนั้น

เกิดมาปุ๊บ เราก็มีอายุน้อยก่อนเลย (แน่ละ ใครจะเกิดมาอายุมากเลย!)
รูปร่างของเราก็ตัวน้องเดียว
ไม่ต้องพูดถึงความรู้ ไม่ต้องพูดถึงประสบการณ์
สิ่งทั้งหลายที่ดูเป็นนามธรรม ซึ่งเราก็มีน้อยนิดด้วย

แต่ใช่ไหมว่า เมื่อถึงวัยหนึ่ง เราก็จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งความรู้ ประสบการณ์ อายุ ถึงอย่างนั้นเมื่อมองย้อนกลับไป
สิ่งที่เรามี ก็ล้วนเริ่มต้นจากความไม่มี
สิ่งที่เรามีมาก ก็ล้วนเริ่มต้นจากมีน้อย
และการมีน้อยนั่นแหละที่ทำให้เราเริ่มต้น

เริ่มต้นที่จะแสวงหา
เริ่มต้นที่จะเดินตามความฝัน
เริ่มต้นที่จะเก็บเกี่ยว
เริ่มต้นที่จะเติบโตและเริ่มต้นที่จะพัฒนา

บางครั้งที่คนเราหยุดการพัฒนา หยุดการแสวงหาความรู้
อาจเป็นเพราะว่าเราคิดว่าเรามีมากพอแล้ว
เหมือนน้ำเต็มแก้วที่อาจเติมไม่เต็ม และเราเริ่มต้นได้ เริ่มต้นจากความน้อย
เหมือนต้นกล้าที่เล็กเพียงนิดเดียว แต่หากเราใส่ใจ รดน้ำ พรวนดิน

ที่น้อยๆก็จะค่อยๆมาก และเติบโตขึ้นหยั่งรากลง อย่างยั่งยืน

“สิ่งที่เรามีมาก ก็ล้วนเริ่มต้นจากมีน้อย”

คิดมากไป

คิดมากไป

ข้อดีของความช้า
สิ่งสวยงามไม่อาจมองเห็นได้ด้วย ความเร็ว

คงไม่ค่อยมีใครชอบการรอคอย ยิ่งในอยู่ที่ชีวิตของเราถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี
ความไวยิ่งเป็นสิ่งที่หัวใจของคนแสวงหา

อะไรที่ช้า
อะไรที่ต้องรอ
อะไรที่ต้องใช้ความอดทน
กลายเป็นสิ่งที่เราไม่พึ่งปรารถนาสักเท่าไหร่

ถ้าเป็นไปได้ เราก็อยากเลือกทางที่ง่าย
เราก็อยากเลือกทางที่ไว แต่บ่อยครั้งเราก็พบว่า ชีวิตต้องพบกับการอดทนรอ
และต่อให้ในยุค 4G  ความช้าก็ยังเป็นสิ่งที่เราพบเจอ
ในวันที่เราติดเราไปถึงที่หมายช้าเราก็ยิ่งหงุดหงิด

ในวันที่หิว
ร้านอาหารที่สั่งไป ได้อาหารมาช้า เราก็ยิ่งไม่สบายใจ

ความช้าอาจเป็นเรื่องเราอยากเลี่ยง  แต่ก็เป็นเรื่องที่เราหนีไม่ได้จริง

อะไรที่เร็วมากไป  มันก็จะทำให้เราไม่ค่อยเห็นรายละเอียด

อะไรที่เร็วมากไป บางครั้งมันก็อาจทำให้เราเหนื่อย

ในมุมตรงกันข้าม ความช้าต่างหาก ที่บางเวลาก็นำพามาซึ่งความรื่นรมย์

นึกถึงวันเวลาที่เราเจอวิวสวยๆ แล้วอยากเดินช้าๆ เพื่อเห็นข้างทางชัดเจนขึ้น

นึกถึงวันที่ได้ใช้เวลาอยู่กับคนรัก แล้วเราอยากหยุดเวลาเอาไว้ให้เขาอยู่ข้างๆเรานานๆ
ความเร็วเป็นเรื่องที่ดีแต่ไม่ใช่กับทุกเรื่องและทุกสถานการณ์
คงจะดีถ้าเราผ่อนจังหวะชีวิตลงบ้าง และเปิดหัวใจให้ความช้า ได้นำความสุขกลับมาให้เราอีกครั้ง

อย่างช้าๆ

“ความช้าต่างหากที่บางเวลาก็นำพามาซึ่งความรื่นรมย์ “

โลกนี้ไม่ได้มีแค่สองด้าน

ข้อดีของทุกๆสิ่ง
โลกนี้ไม่ได้มีแค่สองด้าน

คุณว่าโลกนี้สีอะไร
บางคนอาจบอกว่าเป็นสีขาว
บางคนอาจบอกว่าเป็นสีดำ

คนที่บอกว่าโลกนี้เป็นสีขาว อาจเพราะเขาเชื่อว่า โลกนี้บริสุทธิ์สดใส
และพื้นฐานที่จริงๆคือ ความเรียบง่าย งดงาม
ส่วนบางคนที่บอกว่าโลกนี้เป็นสีดำ อาจเพราะว่าเขาเชื่อว่าแท้จริงแล้วโลกนี้โหดร้าย ความเศร้า และความทุกข์ เป็นความจริงเสียยิ่งกว่าความสุขและรอยยิ้ม

แต่ก็มีบางคนเช่นกันที่มองว่าโลกนี้ไม่ได้มีแค่สีขาว ที่มองว่าโลกนี้ไม่ได้มีแค่สีดำ
แต่โลกนี้เป็นสีเทาๆ
โลกเป็นส่วนผสมระหว่างสิ่งที่ดีและสิ่งที่แย่
เป็นส่วนผสมระหว่างความสุขและความทุกข์
โลกมีส่วนผสมระหว่างรอยยิ้มและคราบน้ำตา

อยากเข้าใจโลก ต้องอยากมองโลกเพียงด้านเดียว
แต่ต้องมองโลกให้เห็นหลายๆด้าน
แต่ต้องมองโลกให้ครบทุกมุม

ถ้าเราเลือกมองแต่แง่ดี
เราอาจจะประมาทกับชีวิตได้
และมีหัวใจที่ไม่ได้เตรียมพร้อมรับมือกับวันที่แย่ๆ
ในทางตรงกันข้ามถ้าเราเลือกมองแต่แง่ร้าย
เราก็อาจไม่มีความสุขกับโลกใบนี้เท่าที่ควร มองโลกสว่างไสวน้อยกว่าที่เป็นจริงๆ

เราจึงควรเข้าใจ
เข้าใจว่าโลกไม่ได้มีแค่ด้านใดด้านเดียวมีด้านที่เป็นบวกและมีด้านที่เป็นลบ
และสิ่งสำคัญคือ เราต้องเชื่อว่า
แม้ในวันที่เราเจอกับเรื่องราวแย่ๆ เหตุการณ์ที่แย่ๆ
แต่ที่จริงแล้วด้านที่เรารู้สึกว่าแย่นั้น ไม่ใช่ด้านเดียวในเรื่องราวนั้น

แม้แต่ในเรื่องที่ดูเหมือนจะแย่ที่สุด
มันก็ยังมีเรื่องดีและข้อดีอยู่

ในวันที่เรารู้สึกว่าแย่ ในวันที่เรารู้สึกอ่อนแอ
โลกอาจกำลังอยากบอกกับเราว่า
จงมองหา “ข้อดี” ในทุกๆสิ่งแล้วเราจะรู้ว่าที่จริงอยากชีวิตไม่ได้มีแค่ด้านเดียว

“แม้แต่ในเรื่องที่ดูเหมือนจะแย่ที่สุดมันก็ยังมีเรื่องดีและข้อดีอยู่”