ขนมไทย (วัฒนธรรมและประเพณีไทย)

ขนมไทย

ประเพณีสงกรานต์ สมัยก่อนเมื่อจะถึงวันสงกรานต์หรืองานขึ้นปีใหม่ของคนไทย
ชาวบ้านจะช่วยกันกวนขนมเปียก ข้าวเหนียวแดง และกะละแม
เตรียมไว้สำหรับทำบุญและแจกจ่ายให้เพื่อแสดงน้ำใจไมตรี
และถือเป็นโอกาสอวดฝีมือการทำขนมไปในตัว
ในการทำข้าวเหนียวแดงและกะละแมจะต้องอาศัยความร่วมแรงร่วมใจกันทำจนเสร็จ
ซึ่งนอกจากจะได้ขนมเพื่อนำไปทำบุญแล้วยังเป็นการสร้างสัมพันธไมตรี
แสดงความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
กับบ้านใกล้เรืองเคียงและคนในชุมชน

เมื่อพูดถึงการกวนกะละแม หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมจึงเรียกขนมชนิดนี้ว่ากะละแม
เคยมีผู้รู้หลายท่านกล่าวไว้ว่า กะละแมเป็นขนมไทยที่ได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศ
เพี้ยนมาจากคำว่า คาราเมล (Caramel)
ที่เป็นของเหลวสีน้ำตาล มีความเหนียวและมีรสหวาน
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานและการบอกต่อๆกันมาเท่านั้น

ประเพณีสารทไทย ประเพณีนี้ชาวบ้านจะร่วมกันทำบุญตักบาตร
และแจกจ่ายขนมที่ชื่อว่ากระยาสารท คำว่าสารท มาจากภาษาบาลี
แปลว่า ฤดู อันเป็นช่วงเวลาที่พืชพันธุ์ผลไม้ออกดอกออกผล
แสดงถึงความรื่นเริงยินดีงานสารทเดือน 10 ของคนไทย
ในภาคใต้นั้นจะมีขนมหวานแตกต่างจากภาคอื่นๆ
เช่น ขนมลา เป็นขนมที่ทำจากแป้งข้าวเจ้า เคี่ยวรวมกับน้ำตาลจนข้น
แล้วนำมาโรยเป็นเส้นละเอียด คล้ายกับผืนผ้าที่ทอเป็นแผ่น
ขนมพอง ทำจากข้าวเหนียวนึ่ง นำมาอัดใส่พิมพ์
แล้วตากแดดจนแห้งก่อนทอดให้พองฟู

วันออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 และจะมีการตักบาตรเทโว
ในวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ขนมไทยสำหรับงานนี้คือข้าวต้มมัดหรือข้าวต้มผัด

ทอดกฐิน ขนมไทยที่นิยมนำมาใช้ได้แก้ขนมประเภททอดเช่น กล้วยแขกและข้าวเม่าทอด
(ตามหลักฐานจากจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร ซึ่งเป็นศิลปะยุครัตนดกสินทรืสมัย รัชกาลที่ 4)

โดยสรุปแล้ววิถีชีวิตของคนไทยนั้นผูกพันกับขนมไทยมาช้านาน
ขนมไทยมีสีสันสวยงาม มีรสหวานและกลิ่นหอมจากน้ำตาล กะทิ
มะพร้าว น้ำลอยดอกมะลิ เทียนอบ กระดังงา
การทำขนมไทยผู้ทำจะต้องใส่ใจลงไปด้วยอีกทั้งต้องมีใจรัก อดทน
ตั้งใจพิถีพิถันให้ขนมมีรูปร่างลักษณะที่สวยงาม

ขนมไทย

ขนมไทย

ขนมไทยเป็นของหวานที่มีส่วนผสมหลักคือไข่ แป้ง กะทิ และน้ำตาล
มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานนอกจากจะรับประทานตบท้ายมืออาหารหรือทานเล่น
ระหว่างมื้อแล้วยังนิยมใช้ในงานมงคลต่างๆ
เช่น งานบวช งานแต่งงาน และงานขึ้นบ้านใหม่

เนื่องจากขนมไทยมีชื่อและความหมายที่ดี
สื่อถึงความเป็นสิริมงคลสอดคล้องกับประเพณีต่างๆดังจะกล่าวต่อไปนี้

งานบวช เป็นงานสำคัญในชีวิตของลูกผู้ชายที่จะแสดงออกถึง
ความกตัญญูต่อบิดามารดา ปู่ย่าตายาย และผู้มีพระคุณ
เป็นงานบุญที่มักจะมีแขกมาร่วมมาก
ตามวัฒนธรรมของคนไทยเจ้าภาพจะต้องตอนหนักด้วยการเลี้ยงอาหารคาวหวาน
ให้เป็นที่ประทับใจของแขกเหรื่อ และจัดขนมไทยที่มีชื่อเป็นมงคล
เพื่อความรุ่งเรืองของตัวเจ้าภาพ และผู้บวช
เช่น ขนมชั้น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ถ้วยฟู ฯลฯ

งานแต่งงาน คนโบราณจะให้ความสำคัญอย่างมาก
วัตถุดิบที่นำมาจัดเลี้ยงต้องเลือกสรรเป็นอย่างดี
ขนมไทยก็เช่นกัน มักเลือกที่มีชื่อและความมายดี
เป็นสิริมงคลต่อคู่บ่าวสาว เช่น – ขนมกง หมายถึง มีความเป็นอยู่อย่าง
เป็นสุขเปรียบเสมือนให้คู่บ่าวสาวใช้ชีวิตเคียงข้างกายด้วยใจคอที่หนักแน่น
มีความรักให้กันตลอดกาลเหมือนกงล้อเกวียน
– ขนมสามเกลอ หมายถึงให้อยู่ด้วยกันอย่างยั่งยืนนาน ไม่แยกจากกัน
– 
ขนมโพรงแสม เปรียบเสมือนเศร้าบ้านอันเป็นที่พักพิงให้ความมั่นคงกับทั้งคู่
– 
ขนมนมสาว เปรียบเสมือนแสงสว่างนำทางการใช้ชีวิต
– ขนมฝักบัว ความหมายแสดงความสูงส่งของการใช้ชีวิตสมรส
นอกจากนี้ยังใช้ขนมไทยที่มีชื่อเป็นสิริมงคลอีกหลายชนิด
ได้แก่ขนมสอดไส้ ขนมผิง ขนมชั้น ทองหยิบ ทองหยอด และฝอยทอง

หวังว่าจะได้เจอกันอีก

สักวันหนึ่งเราออาจะได้เจอกันอีกครั้ง
ตอนที่เรา “เหมาะสม” กันมากกว่านี้ ก็ได้นะ…

มีปัจจัยหลายอย่างสำหรับชีวิตคู่
การที่คนสองคนอยู่ด้วยกัน
อาจไม่ใช่เพราะความรักเพียงอย่างเดียว

ธรรมดาของมนุษย์
มีปัจจัยหลายอย่างในการดำเนินชีวิต
คงไม่แปลกถ้ามีผลต่อความรักด้วยเช่นกัน

การที่คนสองคนเลิกกันไป
ไม่ได้หมายความว่าไม่รักกัน
แต่ต่างคนต่างก็มีเหตุผลของตัวเอง

ถ้าคิดให้ดี
สักวันหนึ่ง…เราอาจจะได้เจอกันอีกครั้ง
ตอนที่เราเหมาะกันมากกว่านี้ก็ได้นะ

เพราะเชื่อว่า…
การเจอกันมันคือ “โชคชะตา”
ถึงครั้งนี้มีหลายเหตุผล
ที่เรายังไม่ใช่สำหรับกันและกัน

เมื่อเวลาผ่านไป
อาจจะกลับมาเป็น “คนที่ใช่”
อีกครั้งก็ได้นะ

หวังว่าจะได้เจอกันอีก…ในสักวัน

ถ้าย้อนเวลาได้ ยังอยากรู้จักกันอยู่ไหม

ถ้า “ย้อนเวลา” กลับไปได้
ยังอยากรู้จักกันอยู่ไหม
หรือจริงๆ แล้วเราไม่น่ารู้จักกันเลย…

“อยาก” หรือ ”ไม่”
ในวันที่เราโตขึ้น
ได้มีเวลามองย้อนกลับไปอดีต
ได้ลองนั่งทบทวนชีวิต

มีคนเข้ามาในชีวิตมากมาย
คนจากไปก็ไม่ใช่น้อย
คนที่ยังอยู่ก็มีทั้งขาว เทา ดำ
หวังดีบ้าง ไม่หวังดีบ้าง
แต่ก็ปกติแหละ

ตัวเราเองก็ใช่ว่าจะขาวสะอาดเสียทีเดียว
เผลอทำผิดพลาดไปก็หลายเรื่อง
ทำร้ายจิตใจใครไปหลายคน

เคยคิดเล่นๆนะ
อยากถามคนที่ยังอยู่เหมือนกัน
ว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้
ยังอยากรู้จักกันอยู่ไหม

ยังอยากเป็นเพื่อนกับเราไหม
ยังอยากเป็นพี่น้องกับเราหรือเปล่า
ที่ได้เป็นแฟนกัน ไม่ได้รู้สึกว่าผิดพลาดใช่ไหม

หรือจริงๆแล้ว เราไม่น่ารู้จักกันเลย …

สุดท้ายเราก็ต้องห่างกันไป

สุดท้ายเราก็ต้องห่างกันไป ห่างกันจนคิดว่า
ไม่รู้จะมีทางไหม ที่จะได้กลับมาเจอกันอีก

มันอาจจะเศร้าและน่าเสียดายไปบ้าง…
กับบางความสัมพันธ์
ที่ครั้งหนึ่งได้โคจรมาเจอกัน
ได้รู้จัก ได้เรียนรู้ ได้มีความรู้สึกดีๆ ให้กัน

แต่ก็มีเหตุให้ต้องห่างกันออกไป
ห่างกันไปไกล
จนคิดว่าคงไม่มีทางจะกลับมาใกล้กันเหมือนเดิมได้อีก

ก็เหมือนกับดาวพลูโต
ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ
แต่พอถึงเวลารู้ว่าไม่ใช่…ก็ต้องจากไปเป็นธรรมดา

แต่ไม่ว่าเราจะกลับมาเจอกันไหม
อยากบอกให้ใครคนนั้นรู้ไว้ว่า
ช่วงเวลาที่เราได้อยู่ในวงโคจรเดียวกันมันดีมากเลยนะ

ในกาแล็กซีของเรา
เธออาจจะกลายเป็นพลูโตที่จากกันไปไหล
แต่ฉันจะยังคงเป็นเนปจูน
ที่คิดถึงพลูโตเสมอ

หวังว่าเธอจะมีความสุขดีนะ
จากเนปจูน…ถึงพลูโต

ไม่มีอะไรจะบอกนอกจากคำยินดี

ยินดีด้วยนะ…

ที่เธอได้เจอ
คนที่ “ตรงใจ”
และทำให้เธอยิ้มได้แล้ว

บางทีความสุขของเรา
อาจจะเป็นการได้เฝ้ามองใครสักคนอยู่ห่างๆ
และยินดีไปกับความรักของเขา
ดีใจที่ได้เห็นเขามีความสุขและรอยยิ้มที่สดใส
กับใครสักคนที่ตรงใจ

ฝากถึงใครคนนั้น…
มีความสุขดี ก็ดีแล้วนะ
ได้เห็นรอยยิ้มเธอ ก็รู้สึกแล้วว่าคงได้เจอคนที่ใช่จริงๆสักที

วันนี้เราเข้าใจทุกอย่างแล้ว
ไม่เป็นไรเลย
เราจัดการความรู้สึกตัวเองได้สบายมาก

ขอให้คนที่ได้ใจเธอไป ดูแลเธอให้ดีๆนะ
ขอให้รักครั้งนี้ไม่ผิดหวัง
ขอให้รักกันนานๆ

ส่วนคนตรงนี้
ก็ยังมีความหวังดีให้เสมอ
ตลอดไป

ยินดีด้วยอีกครั้งนะ
🙂

ถ้าเป็นรถสักคันบนท้องถนน คุณคิดว่าตัวเองเป็นรถประเภทไหน

รถครอบครัว รถหรู รถซูเปอร์คาร์ รถกระบะเพื่อการพาณิชย์

ถ้าหมวดหมู่ที่มีอยู่ดูแล้วไม่ใช่ตัวคุณ ทำไมไม่สร้างคำจำกัดความใหม่ให้ตัวเองซะเลยล่ะ

ก็เหมือนตลาดรถที่มีประเภทรถใหม่ๆ เกิดขึ้นมาเสมอ ถ้าถามถึงรถ Eco Car หรือ Sport SUV เมื่อสัก 30 ปีที่แล้วคงไม่มีใครรู้จัก แต่วันนี้ ประเภทรถใหม่ๆ พวกนี้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่นำกำไรมาให้บริษัทรถมหาศาล

คุณอาจจะ “ไม่ใช่” สิ่งเดิมๆ ที่ใครๆ คุ้นเคย แต่อาจเป็นผู้นำของหมวดหมู่ใหม่ๆ ที่วันนี้ไม่มีใครจับจอง หามุมที่แตกต่างของตัวเองให้เจอ แล้วสร้างนิยามใหม่ให้ตัวเอง บางทีมันอาจจะดีกว่าพยายามบีบตัวเราให้ไปเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ เพียงเพราะมันคือสิ่งที่ใครๆ ยอมรับมานมนาน

“ถ้าคำจำกัดความเดิมๆ
มันไม่ใช่เรา
สร้างขึ้นใหม่ที่ใช่
แล้วนำมันซะเลย”

พิมพ์ไว้ ไม่กล้าส่ง

อยากคุยมากแค่ไหน
ก็ทำได้แค่พิมพ์ไว้ แล้วลบ …
“ไม่กล้าส่ง”

อยากส่งข้อความให้มากมาย…

สบายดีไหม
ทำอะไรอยู่
กินข้าวหรือยัง
ช่วงนี้มีคสามสุขดีใช่ไหม
มีเรื่องอะไรไม่สบายใจ เล่าได้นะ
ก่อนนอนห่มผ้าด้วยนะ
เป็นห่วง
ยังคิดถึงเหมือนเดิม…

มีความตั้งใจพิมพ์จนจบประโยค
แต่ไม่มีความกล้าที่จะ “กดส่ง”

ข้อความมีความหมายกับคนส่งแค่ไหน
ก็ไม่เคยมีความหมายกับคนรับเลย
เพราะปลายทางไม่เคยได้รับรู้

เป็นแค่ประโยคความในใจ
ที่พิมพ์ไว้
ก็ลบออกไป

กระบวนการส่งสาร “ไม่สมบูรณ์”

เคลียร์เมมโมรี่ความทรงจำ

เมื่อถึงเวลาเราก็ต้อง
“ลบความทรงจำ” บางส่วนทิ้งไป
บางส่วนที่ไม่ได้ใช้แล้ว…
เพื่อเหลือพื้นที่ว่างให้ความรงจำใหม่ๆเข้ามา

เมื่อถึงเวลาเราก็ต้องเคลียร์เมมโมรี่…
ลบรูปภาพ
ลบบทสนทนา
ทิ้งบางส่วนของความทรงจำ

เพื่อให้มีพื้นที่ว่าง
สำหรับสิ่งใหม่ๆ คนใหม่ๆ
และความรู้สึกใหม่ๆ

บางความทรงจำ
มันก็แค่เรื่องราวที่เคยผ่านมา
แล้วก็ผ่านไป

กาลครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้น
มันก็แค่เรื่องราวในหนังสือเล่มหนึ่ง
ที่มันจบไปแล้ว

อาจจะเป็นความทรงจำที่ดี มีความสุข
หรืออาจจะแสนเศร้า มีน้ำตา
แต่เมื่อถึงเวลา
เราก็ต้องเคลียร์ตัวเอง

อย่าให้ความทรงจำเก่าๆ
มากินพื้นที่ความทรงจำใหม่ๆที่จะเข้ามา
ถึงเวลาที่ต้องเปิดใจกับเรื่องใหม่ๆ คนใหม่ๆ
ได้แล้วนะ

 

ยังไม่ลืม

ควรจะลืมได้แล้ว
แต่ความจริงคือ…
“ยังคิดถึง”

ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
ที่กลับไปอ่านบทสนทนาเก่าๆ
ที่เราเคยคุยกัน

ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
ที่เปิดไลน์เธอขึ้นมา
แล้วปิดมันลงไป

ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
ที่เปิดไลน์เธอขึ้นมา
แล้วปิดมันลงไป

ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
ที่พิมพ์ชื่อเธอคนเดิมลงช่องค้นหาในเฟซบุ๊ก
และกดเข้าไปดูไทม์ไลน์ว่าเธอสบายดีไหม

ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
ที่เปิดดูรูปถ่ายของเรา
ในอัลบบั้มที่ไม่เคยลบ

ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
ที่ฝนตกทีไร
คิดถึงทุกที

ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
ที่นึกย้อนกลับไป
แล้วมันเจ็บทุกที

ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว
ที่พยายามลืม
แต่”ไม่เคยลืม” ได้เลย…

แต่ละคนคงมีเหตุผลที่ยังไม่ลืม…