สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะไม่ดื่มของมึนเมาและยาเสพติดทุกชนิด ไม่จำหน่ายจ่ายแจกของมึนเมาและยาเสพติดทุกชนิด หมั่นทำธรรมทาน วิทยาทานให้ปัญญาความรู้แก่คนทั่วไปและอื่น ๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง

สุราเมรยมชฺชปมาทฏฺฐานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะไม่ดื่มของมึนเมาและยาเสพติดทุกชนิด ไม่จำหน่ายจ่ายแจกของมึนเมาและยาเสพติดทุกชนิด หมั่นทำธรรมทาน วิทยาทานให้ปัญญาความรู้แก่คนทั่วไปและอื่น ๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง

พระชินสีห์บรมศาสดาตรัสสอนว่า คนที่ไม่ต้องการเป็นโรคประสาท ไม่ต้องการมึนเมาสติฟั่นเฟือน ถ้าไม่ต้องการอย่างนี้ละก็ ขอจงพากันรักษาศีลเจริญกุศลภาวนาตั้งสติเอาลงมือคือตัวเรา อย่าดื่มสุราเมรัย เพราะสุราเมรัยดื่มเชื่อไหร่ก็ชั่วเมื่อนั้น ดื่มมากก็ชั่ว ดื่มน้อยก็ชั่วน้อย ที่เราบอกสุราแปลว่า กล้า คือกล้าทำทุกอย่างในด้ายความชั่ว บางอย่างเราไม่เมาเราก็ไม่พูด ในบางกรณีเราไม่เมาเราก็ไม่ทำ เพราะทำแล้วมันอายชาวบ้านเขา ไม่น่าจะทำ ไม่น่าจะพูด แต่พอดื่มสุราเข้าไปหน่อยมันพูดได ทำได้ทุกอย่าง รวมความว่า สิ่งที่เรารังเกียจ เมื่อเราไม่เมาเราก็ไม่ทำ เพราะมันเลว พอดื่มสุราเข้าไปแล้ว เรากล้าทำกล้าเลว และความกล้านี้เป็นความกล้าชั้นต่ำ

ผิดศีลข้อ 5 : ดื่มของมึนเมา เสพยาเสพติด (ให้ยาเสพติด ให้ของมึนเมา ขายของมึนเมา ขายยาเสพติด)

ผลกรรมคือ

1.สติปัญญาไม่ดี ขี้หลงขี้ลืม เรียนไม่เก่ง อ่านหนังสือไม่จำ อ่านยังไงก็ไม่เข้าใจ
2.เกิดในตระกูลที่โง่เขลา เต็มไปด้วยอบายมุข
3.หากกรรมหนักจะเกิดเป็นเอ๋อ ปัญญาอ่อน เป็นโรคทางปัญญา
4.ลูกหลานสำมะเลเทเมา มีลูกหลานติดยาเสพติด
5.เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ไม่มีสติระวัง มีแต่ความประมาท
6.มักลุ่มหลงในสิ่งผิดได้ง่าย เป็นคนที่โดนมอมเมาให้หลงใหลในสิ่งผิดได้ง่าย (ขาดสติ)

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะไม่ดื่มของมึนเมาและยาเสพติดทุกชนิด ไม่จำหน่ายจ่ายแจกของมึนเมาและยาเสพติดทุกชนิด หมั่นทำธรรมทาน วิทยาทานให้ปัญญาความรู้แก่คนทั่วไปและอื่น ๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง

มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะไม่พลั้งปากโกหกหรือส่อเสียดนินทายุแยงใคร ไม่ด่าใคร พูดตามความเป็นจริงทุกอย่าง สิ่งใดควรพูดก็ควรพูด ไม่ควรพูดก็อดทนไว้ ไม่ด่า ไม่เถี ยง ไม่นินทาผู้มีพระคุณ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ให้คำสั ญญาใครไว้ต้องรักษา

มุสาวาทา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะไม่พลั้งปากโกหกหรือส่อเสียดนินทายุแยงใคร ไม่ด่าใคร พูดตามความเป็นจริงทุกอย่าง สิ่งใดควรพูดก็ควรพูด ไม่ควรพูดก็อดทนไว้ ไม่ด่า ไม่เถี ยง ไม่นินทาผู้มีพระคุณ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ให้คำสั ญญาใครไว้ต้องรักษา

องค์สมเด็จพระชินสีห์ตรัสว่า วาจาที่รับฟังเราต้องการความจริง คนไหนพูดจริงกับเรา เราก็รัก เราก็นับถือคนนั้น ถ้าเราไปพูดไม่จริงกับคนอื่น เขาก็เกลียดเรา ถ้าเราพูดจริง เขาก็ชอบ

ฉะนั้น องค์สมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสว่า ต้องมีสัจจะความจริงใจด้วย และต้องมีเมตตา คือความรัก มีความสงสารซึ่งกันและกัน สองประการเข้ามาควบคุมจิตใจ ตั้งใจว่าเราจะพูดแต่ความจริง ถ้าไปไหน เราพูดแต่ความจริง ทุกอย่างก็เป็นที่ยอมรับนับถือของคนทั่วไป การที่เรามีแต่ความสุขก็เป็นที่รักของบุคคลอื่นทั่วไป

ผิดศีลข้อ 4 : โกหก ปลิ้นปล้อน กลับคำ ไม่มีสัจจะ (หลอกลวงผู้อื่นใส่ร้ายผู้อื่น ยุแยงให้คนแตกกัน ใช้วาจาดูหมิ่น พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ ขี้โม้ นินทา ด่าทอ ด่าพ่อล้อแม่ ด่าและเถียงผู้มีพระคุณ ผิดสัญญาสาบานแล้วไม่ทำตาม)

ผลกรรมคือ

1.ปากไม่สวย ฟันไม่สวย มีกลิ่นปาก มีปัญหาเรื่องปากเรื่องฟันอยู่เนืองนิจ
2.มีแต่คนพูดให้เสียหาย มีคนซุบซิบนินทาเรื่องของเรา มีคนคอยใส่ร้ายดูหมิ่นและส่อเสียดเราอยู่เสมอ
3.ไม่มีใครจริงใจด้วย มีแต่คนมาพูดจาหลอกลวง ผิดสัญญาต่อเรา
4.เกิดในสังคมที่พูดแต่คำหยาบคำส่อเสียดปลิ้นปล้อน นินทาอยู่เนืองนิจ เพียงตื่นมาก็พบเจอความไม่เป็นมงคล (สังคมที่ปากไม่เป็นมงคล)
5.หลงเชื่อคนอื่นได้ง่าย โดนหลอกได้ง่าย ไม่มีความระวังเวลาโดนโกหก
6.ไม่มีใครเชื่อถือในคำพูดของเรา, เป็นคนที่พูดอะไรแล้วคนเมิน,พูดติดๆขัดๆ, นึกจะพูดอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจ

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะไม่พลั้งปากโกหกหรือส่อเสียดนินทายุแยงใคร ไม่ด่าใคร พูดตามความเป็นจริงทุกอย่าง สิ่งใดควรพูดก็ควรพูด ไม่ควรพูดก็อดทนไว้ ไม่ด่า ไม่เถี ยง ไม่นินทาผู้มีพระคุณ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ให้คำสั ญญาใครไว้ต้องรักษา

อย่าสาบานอะไรพร่ำเพรื่อ ว่างๆ ก็ออกค่าใช้จ่ายให้ค่าทำฟันแก่คนยากคนจนและอื่นๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง หมั่นให้สัจธรรมความจริงแก่คนทั่วไป พูดแต่ธรรมะ สอนธรรมะอยู่เสมอ หมั่นพูดหรือเผยแพร่ธรรมะให้คนอื่นฟังบ่อยๆ ทำตัวให้มีธรรมะให้มีสัจจะพูดอะไรก็ไม่ผิดคำพูด ไม่กลับคำ ไม่หลอกลวงใคร คนจะเชื่อถือมากขึ้น

กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะไม่ทำผิดเรื่องทางเพศ ไม่ทำให้ใครรู้สึกผิดหวังเสียใจในเรื่องความรัก ไม่กีดกัน ไม่คิดแย่งหรือไปรักกับคนรักของใคร ไม่คิดทำร้ายความรู้สึกคนรัก ไม่ล่วงเกินบุตรธิดาของใครก่อนได้รับอนุญาต รักเดียวใจเดียว ไม่นอกใจไม่มีกิ๊ก พอใจในคู่ครองของตนเอง

กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

 แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะไม่ทำผิดเรื่องทางเพศ ไม่ทำให้ใครรู้สึกผิดหวังเสียใจในเรื่องความรัก ไม่กีดกัน ไม่คิดแย่งหรือไปรักกับคนรักของใคร ไม่คิดทำร้ายความรู้สึกคนรัก ไม่ล่วงเกินบุตรธิดาของใครก่อนได้รับอนุญาต รักเดียวใจเดียว ไม่นอกใจไม่มีกิ๊ก พอใจในคู่ครองของตนเอง

องค์สมเด็จพระรามาธิปดีทรงกล่าวว่า คนที่เรารักไม่ใช่เฉพาะสามี ภรรยา หรือ บุตรก็ดี คนในปกครองก็ดี ทุกคนก็หวงแหน ทุกคนเขาก็มีความพอใจ อย่าไปละเมิดสิทธิ ให้สู่ขอกันตามประเพณี ถ้าผู้ปกครองอนุญาตก็ใช้ได้เป็นที่ถูกใจ สร้างความรักซึ่งกันและกันอย่างนี้ องค์สมเด็จพระชินสีห์ตรัสว่า เป็นปัจจัยของการมีความสุข ถ้าในระหว่างสามีภรรยา บุคคลอื่นเราก็ต้องถือสันโดษอยู่ข้อหนึ่งว่า สามีของเขาก็ดี ภรรยาของเขาก็ดี เป็นที่พอใจของเขา เราจะไม่ละเมิดสิทธิของสามีภรรยาของบุคคลอื่น เพราะเป็นที่รักของเรา ถ้าทำได้อย่างนี้ก็มีความสุขในปัจจุบันเช่นกัน

กาเมสุมิจฺฉาจารา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

ผิดศีลข้อ 3 ประพฤติผิดในกาม ผิดลูกเมียคนอื่น (ล่วงเกินบุตรธิดาของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต แย่งคนรักของคนอื่น กีดกันความรักคนอื่น นอกใจคู่ครอง หลอกลวง ข่มขืน ค้าประเวณี ล่วงเกินทางเพศต่าง ๆ)

ผลกรรมคือ

1.หาคู่ครองไม่ได้,ไม่มีใครเอา, หน้าตาอัปลักษณ์, โดนเพศตรงข้ามล้อเลียนจนมีปมด้อย
2.เป็นหม้าย, ผัวเมียตายจาก, ผัวหย่าเมียร้าง, คบใครก็มีเหตุให้หย่าร้างเลิกรา
3.คนรักนอกใจ, คนรักมีชู้, มีเมียน้อย, คบใครก็เจอแต่คนเจ้าชู้, โดนหลอกฟัน, ท้องไม่รับ, เสียตัวฟรี, โดนข่มขืน
4.ไม่มีมิตรจริงใจ, เพื่อนฝูงไม่รัก, พี่น้องก็ไม่รัก, พ่อแม่ทอดทิ้ง, ชีวิตขาดความอบอุ่น, มีแฟนก็ไม่มีใครจริงจังด้วย, ครอบครัวไม่อบอุ่น
5.มีความผิดปกติทางเพศ, ทางร่างกาย, ทางจิตใจ, ถูกกีดกันทางความรัก, สังคมไม่ยอมรับความรักของตน, มีความรักหลบ ๆ ซ่อน ๆ
6.ต้องมีเหตุพลัดพรากจากคนรักและของรักอยู่เสมอ (ก่อนเวลาอันควร)

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะไม่ทำผิดเรื่องทางเพศ ไม่ทำให้ใครรู้สึกผิดหวังเสียใจในเรื่องความรัก ไม่กีดกัน ไม่คิดแย่งหรือไปรักกับคนรักของใคร ไม่คิดทำร้ายความรู้สึกคนรัก ไม่ล่วงเกินบุตรธิดาของใครก่อนได้รับอนุญาต รักเดียวใจเดียว ไม่นอกใจไม่มีกิ๊ก พอใจในคู่ครองของตนเอง

หมั่นทำบุญถวายเทียนคู่ให้วัด ถวายธงคู่ประดับวัด ช่วยออกค่าใช้จ่ายงานแต่งงานและอื่นๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง หรือให้ธรรมะด้านความรักแก่คู่รักที่รู้จักเอาใจใส่คู่ครอง คนรักเอาใจใส่พ่อแม่ของตนเอง หากรักพ่อแม่เอาใจใส่พ่อแม่อย่างดีจะได้รับผลบุญ ทำให้ความรักของเราสดใสไม่เจ็บช้ำหากทรมานพ่อแม่ ทำอย่างไรกับพ่อแม่ไว้ต่อไปชีวิตรักก็จะเลวร้ายพอ ๆ กับความรู้สึกเสียใจของพ่อแม่ที่เราได้กระทำไว้

อทินฺนาทานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ (2)

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะไม่ยุ่งกับทรัพย์สินของคนอื่น หากอยากได้ให้ขอเสียก่อน จนกว่าเจ้าของจะอนุญาตด้วยความเต็มใจ หมั่นทำบุญสังฆทาน บริจาคค่าน้ำ ค่าไฟวัดเพื่อที่ศาสนาจะได้ไม่ขาดแคลนปัจจัย

อทินฺนาทานา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะไม่ยุ่งกับทรัพย์สินของคนอื่น หากอยากได้ให้ขอเสียก่อน จนกว่าเจ้าของจะอนุญาตด้วยความเต็มใจ หมั่นทำบุญสังฆทาน บริจาคค่าน้ำ ค่าไฟวัดเพื่อที่ศาสนาจะได้ไม่ขาดแคลนปัจจัย

 

ผิดศีลข้อที่ 2 : ลักทรัพย์ ขโมย ฉ้อโกง ยักยอก ทำลายทรัพย์

ผลกรรมคือ

1.ธุรกิจไม่เจริญก้าวหน้า เจ๊ง ขาดทุน ฝืดเคือง โดนโกง
2.มีแต่อุบัติเหตุให้เสียทรัพย์สิน ต้องชดใช้ให้คนอื่นอย่างไร้เหตุผล
3.ทรัพย์หายบ่อย ๆ หลงลืมทรัพย์วางไว้ไม่เป็นที่ หาก็ไม่เจอ
4.มีคนมาผลาญทรัพย์เรื่อย ๆ ทั้งคนใกล้ตัวและคนทั่วไป
5.ลูกหลานแย่งชิงมรดก โดนลักขโมยบ่อย ๆ
6.ตระกูลอับจนไม่มีที่สิ้นสุด มีแต่คนมาทำลายทรัพย์

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะไม่ยุ่งกับทรัพย์สินของคนอื่น หากอยากได้ให้ขอเสียก่อน จนกว่าเจ้าของจะอนุญาตด้วยความเต็มใจ หมั่นทำบุญสังฆทาน บริจาคค่าน้ำ ค่าไฟวัดเพื่อที่ศาสนาจะได้ไม่ขาดแคลนปัจจัย

ส่งผลบุญให้เราไม่ขัดสน มอบทุนการศึกษาแด่ผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ผลบุญทำให้เรามีปัญญาที่จะหาทรัพย์อย่างสุจริตรวม ทั้งต้องตั้งสัจจะที่จะมีสัมมาอาชีพ ไม่ฉ้อโกงใคร แม้แต่สลึงเดียวและอื่น ๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง

อทินนาทานา เวรมณี (1)

ถ้าเราไม่ลักขโมยใคร ไม่ทำร้ายร่างกายใครไปไหนก็มีแต่คนรักเรา เขาไว้วางใจเรา ของที่เขาฝากไว้ เราก็ไม่โกงของเขา เผลอเราก็ไม่ลัก เป็นอันว่าไปที่ไหนก็ตาม ก็ไม่มีใครสะดุ้งหวาดหวั่นว่าเราจะต้องทำร้ายเขา ถ้าเราลักขโมยเขาไปที่ไหน มีแต่ความสุขความเจริญ

อทินนาทานา เวรมณี

ถ้าเราไม่ลักขโมยใคร ไม่ทำร้ายร่างกายใครไปไหนก็มีแต่คนรักเรา เขาไว้วางใจเรา ของที่เขาฝากไว้ เราก็ไม่โกงของเขา เผลอเราก็ไม่ลัก เป็นอันว่าไปที่ไหนก็ตาม ก็ไม่มีใครสะดุ้งหวาดหวั่นว่าเราจะต้องทำร้ายเขา ถ้าเราลักขโมยเขาไปที่ไหน มีแต่ความสุขความเจริญ

องค์สมเด็จพระชินสีห์ตรัสว่า ทรัพย์ของเรา เราไม่ต้องการให่ใครมายื้อแย่งมาลักขโมย ทรัพย์สินของคนอื่นเขาก็เช่นกัน เขาหามาได้ เขาก็ต้องการกินต้องการใช้ของเขาเอง
ถ้าเราไปยื้อแย่งเขา เขาก็โกรธ เขาก็ไม่พอใจ

ฉะนั้น สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถศาสดาจึงกล่าวว่า
เราควรจะระมัดระวังเรื่องการไม่ยื้อแย่ง อยากได้ทรัพย์สินของบุคคลอื่นมาเป็นทรัพย์สินของตนเอง คือ มีความยินดีเฉพาะทรัพย์สินที่เราหาได้โดยชอบธรรม เรียกว่าสันโดษ

ไม่ใช่ยินดีเฉพาะทรัพย์สินที่มีอยู่แล้ว ให้ยินดีในทรัพย์สินที่เราหามาได้โดยชอบธรรมด้วย
ไม่ไปคิดโกง ไปลักขโมยใคร และไม่เบียดเบียนทรัพย์สินของคนอื่น
ทรัพย์ส่วนนั้นเราพอใจ แต่ทว่าเรามีสันโดษโดยอยู่เฉยๆ ในข้อนี้ก็ไม่ไหว

องค์สมเด็จพระจอมไตรตรัสว่า ต้องการแก้การอยากได้ทรัพย์ของคนอื่นด้วยการให้
การอยากได้ทรัพย์สมบัติของบุคคลอื่นเป็นการอยากดึงเจ้ามา
การให้เป็นการผลักดันออก การให้ทานนั้นประกอบด้วยการเมตตา ความรัก กรุณา
ความสงสารเหมือนกัน แต่ทว่ามาถึงข้อนี้ เราก็เพิ่มสันโดษเข้ามาด้วย
เพิ่มทานบารมีเข้ามาด้วย

รวมความว่า ถ้ารักษาศีลข้อนี้เป็นปกติทุกวัน ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าก็ต้องคิดไว้เสมอว่า
ถ้าไม่เกินวิสัยที่จะให้ได้นี้ เราจะช่วยได้ ไม่ว่าใครทั้งหมด คนก็ดี สัตว์ก็ดี
ถ้าหันหน้าเข้ามาหาเรา และมีความทุกข์ยาก เราจะสละทรัพย์ที่มีอยู่ตามสมควรให้ทันที
จะคิดไว้อย่างนี้ ถ้าไม่มีก็ไมต้องให้ ถ้ามีก็ให้ไป เราก็ไม่มีเหมือนกัน เราก็ไม่ต้องให้
หากใจมันเกิดอยากจะให้ จะต้องไม่เกินวิสัยที่เราจะให้ได้

ถ้ากำลังใจของพุทธบริษัททรงอยู่อย่างนี้ ได้ชื่อว่า
เป็นผู้เจริญจาคานุสติกรรมฐานประจำใจ ศีลข้อนี้ก็บริสุทธิ์

ถ้าเราไม่ลักขโมยใคร ไม่ทำร้ายร่างกายใครไปไหนก็มีแต่คนรักเรา เขาไว้วางใจเรา
ของที่เขาฝากไว้ เราก็ไม่โกงของเขา เผลอเราก็ไม่ลัก เป็นอันว่าไปที่ไหนก็ตาม ก็ไม่มีใครสะดุ้งหวาดหวั่นว่าเราจะต้องทำร้ายเขา ถ้าเราลักขโมยเขาไปที่ไหน มีแต่ความสุขความเจริญ

ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ (2)

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะพยายามไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายหรือเบียดเบียน ไม่แกล้ง ไม่กักขัง ว่าง ๆ ก็ไถ่ชีวิตสัตว์

ปาณาติปาตา เวรมณี สิกฺขาปทํสมาทิยามิ

 

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะพยายามไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายหรือเบียดเบียน ไม่แกล้ง ไม่กักขัง ว่าง ๆ ก็ไถ่ชีวิตสัตว์

 

ผิดศีลข้อ 1 : ฆ่าสัตว์ เบียดเบียนทำร้ายสัตว์ กักขังทรมานสัตว์

ผลกรรมคือ

1.มักมีปัญหาสุขภาพ ขี้โรค มีโรคเรื้อรัง รักษาไม่หาย รักษายุ่งยาก
2.มีอุบัติเหตุบ่อย ๆ อาจมีอุปฆาตกรรม คือกรรมตัดรอน ทำให้ตายก่อนอายุขัย
3.อาจพิกลพิการ มีปัญหาร่างกายไม่สมส่วน ไม่สมประกอบ
4.กำพร้าพ่อแม่ คนใกล้ตัวโดนฆ่า
5.อายุสั้น ตายทรมาน ตายแบบเดียวกับที่ไปฆ่าไปทรมานสัตว์ไว้
6.อัปลักษณ์ มีปมด้อยด้านสังขาร

แนะนำหนทางทุเลา : ตั้งสัจจะว่าจะพยายามไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายหรือเบียดเบียน ไม่แกล้ง ไม่กักขัง ว่าง ๆ ก็ไถ่ชีวิตสัตว์ เช่น ไปตลาดซื้อปลาที่เค้ากำลังจ ะขายให้คนไปทำกินให้เราซื้อไปปล่อยในเขตอภัยทาน

หรือซื้อยาสมุนไพรยาแผนปัจจุบันไปให้ถวายพระที่วัด หรือไปตามโรงพยาบาลทั้งของคนปกติและของสงฆ์เพื่อบริจาคค่ารักษา หรือรับอุปถัมภ์ค่ารักษาพยาบาลบริจาคเลือดและร่างกาย ให้สภากาชาดไทยหรือตามโรงพยาบาลต่าง ๆ และอื่น ๆ ตามแต่จะสะดวกและตามกำลัง

ปาณาติปาตา เวรมณี (1)

ถ้าเราไม่ลักขโมยใคร ไม่ทำร้ายร่างกายใครไปไหนก็มีแต่คนรักเรา เขาไว้วางใจเรา ของที่เขาฝากไว้ เราก็ไม่โกงของเขา เผลอเราก็ไม่ลัก เป็นอันว่าไปที่ไหนก็ตาม ก็ไม่มีใครสะดุ้งหวาดหวั่นว่าเราจะต้องทำร้ายเขา ถ้าเราลักขโมยเขาไปที่ไหน มีแต่ความสุขความเจริญ

ปาณาติปาตา เวรมณี

คนทั้งหลายก็มีความรักตัวของเขาเพียงนั้น เราไม่ต้องการให้ใครมาทำร้ายร่างกายเรา

 

องค์สมเด็จพระบรมศาสดาจึงทรงกล่าวว่า
ดูกรท่านผู้เจริญ ถ้าทุกคนต้องการมีความสุข ให้ปฏิบัติตามนี้

ขอให้ทุกคนงดเว้นเบียดเบียนทางร่างกายซึ่งกันและกัน
อย่าประหัตประหาร อย่าเข่นฆ่าซึ่งกันและกัน
นอกจากนั้นให้เอาจิตใจตั้งอยู่ในความเมตตากรุณา
ทั้งสองประการนั้นจึงจะส่งผล องค์สมเด็จพระทศพลทรงกล่าวว่า
จงอย่าฆ่ากัน จงอย่าทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน

แต่ว่าการที่จะไม่ทำอย่างนั้นต้องเอาจิตใจประกอบไปด้วยเมตตา
คือความรัก คิดเสียว่าเราเกิดมาเรารักตัวเราเพียงใด
คนทั้งหลายก็มีความรักตัวของเขาเพียงนั้น
เราไม่ต้องการให้ใครมาทำร้ายร่างกายเรา
เขาก็ไม่ต้องการให้เข่นฆ่าเขา
ทั้งนี้องค์สมเด็จพระศาสดาจึงกล่าวว่า
ทั้งคนและสัตว์ต่างเว้นการทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน
เว้นการเข่นฆ่าซึ่งกันและกัน ต่างรักกัน ต่างสงสารกัน
ทุกคนก็จะมีความสุขทั่วหน้า

มีความศรัทธรา แต่ก็อย่าให้ถึงคลั่ง

มีความศรัทธรา แต่ก็อย่าให้ถึงคลั่ง

มีความศรัทธรา แต่ก็อย่าให้ถึงคลั่ง

มีความศรัทธรา แต่ก็อย่าให้ถึงคลั่ง

มีเรื่องอยู่ว่าก่อนพุทธกาลสมัยนั้น ศาสนามีมากเขามีอยู่ก่อน
สมเด็จพระชินวรบรมศาสดาทรงอุบัติขึ้นมาทีหลัง
จะไปที่ไหนก็ดีเวลานั้นในเขตประเทศอินเดียต้องพูดกันถึงศาสนา
ถือว่าเป็นสมัยที่คลั่งศาสนาและเวลานี้ก็ยังคลั่งอยู่
คนที่นับถือศาสนาต่างศาสนานี้ ในสมัยก่อนก็ยังมียกทัพมารบกันก็เรื่องศาสนา
เป็นอันว่าคนสมัยนั้นเป็นคนคลั่งศาสนามาก
ถ้าใครถือศาสนาของศาสดาใดก็นับถือศาสนานั้นเป็นสรณะที่พึ่ง ถือว่าของตนดีกว่า

เพราะถึงอย่างไร ไม่มีใครต้องการเป็นคนชั่วช้า

ในสมัยต่อมา สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว
องค์สมเด็จพระประทีปแก้วเสด็จไปที่ใด ทรงสอนบรรดาพุทธบริษัทใหม่ๆ เขาก็ถามกันว่า
ทำอย่างไรจะมีความสุข ทำอย่าไรจิตใจของคนจึงจะสบาย จิตใจจะสงบ

องค์สมเด็จพระบรมศาสดาก็ทรงแสดงเรื่องศีลว่า ตามธรรมดาของคนนั้นต้องการอยู่เป็นสุข คือไม่ต้องการให้ใครมาทำร้ายร่างกายเรา ไม่มีใครต้องการให้ใครมาเข่นฆ่าเรา
ทรัพย์ของเรามีอยู่ก็ไม่ต้องการให้ใครมายื้อแย่ง มาลักขโมยบังคับขู่เข็ญเอาไป
คนที่มีคนรักมีสามีภรรยาและคนที่รักบุตรธิดาลูกหลานเหลนก็ตาม
ก็ไม่ต้องการให้ใครมาข่มเหงน้ำใจ วาจาทุกอย่างที่เราได้ฟัง
ต้องการให้คนที่มาพูดกับเราแต่ความเป็นจริง เพราะเราต้องการอย่างนั้น
ทรงกล่าวว่า ทั้งชายและหญิงเหมือนกันหมด คือไม่มีใครต้องการเป็นคนชั่ว

สิ่งที่เป็นปกติภาพ นับได้ว่าเป็นศีลธรรม

สิ่งที่เป็นปกติภาพ นับได้ว่าเป็นศีลธรรม

สิ่งที่เป็นปกติภาพ นับได้ว่าเป็นศีลธรรม

สิ่งที่เป็นปกติภาพ นับได้ว่าเป็นศีลธรรม

ท่านทั้งหลาย สิ่งใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นตามธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามปกติ
บุคคลที่มีจิตใจเป็นปกติย่อมมีความสุขและความสงบ
มีความเจริญก้าวหน้าของชีวิต
ส่วนผู้ที่มีจิตใจที่ผิดปกติ
ก็จะเกิดโทษทุกข์ทรมานและเกิดความเดือดร้อนต่อตัวเองและผู้อื่นนานัปการ

ความปกติจึงทำให้คนพบกับความสันติสุขและไม่มีโทษ

ความปกตินี้ พระพุทธศาสนาบัญญัติว่าเป็นศีลที่โยมนั่งกรรมฐานถือศีล
ก็คือความเป็นปกตินั่นเอง
บางท่านที่ไม่รู้จักคำว่าศีล
อีกนัยหนึ่งไม่รู้จักคำว่า ศีลคืออะไร
เลยสิ้นกำลังใจที่จะรักษาศีล
แต่ความจริงแล้ว ศีล แปลว่า ปกติ

ความสงบสุขนั้น เป็นสุขอย่างยิ่ง   

ความสงบสุขเป็นสุขอย่างยิ่ง คนที่มีจิตใจสงบ ไม่วุ่นวายกับสิ่งใดๆ

ความสงบสุขนั้น เป็นสุขอย่างยิ่ง   

ความสงบสุขเป็นสุขอย่างยิ่ง คนที่มีจิตใจสงบ ไม่วุ่นวายกับสิ่งใดๆ

 

ผู้ที่มีความประสงค์จะมีความสุขยิ่งๆขึ้น
พระพุทธองค์ตรัสว่า

ความสงบสุขเป็นสุขอย่างยิ่ง
คนที่มีจิตใจสงบ
ไม่วุ่นวายกับสิ่งใดๆ

มีความตั้งใจและสมาธิแน่วแน่ดีในพระกรรมฐานจะทำแต่สิ่งดีทั้งนั้น
และมีความตั้งใจที่จะทำงานของตนให้ดียิ่งขึ้น
ไม่ทำความชั่ว ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ไม่ทำร้ายผู้อื่น
และไม่อยากได้ของคนอื่น
เลี้ยงชีวิตโดยชอบ
ก็จะทำให้ชีวิตนั้นมีความสุขและความสงบเกิดขึ้น