ความชอบของคนเราไม่ต้องตรงกัน

ข้อดีของฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว : ความชอบของคนเราไม่ต้องตรงกัน

เพื่อนๆชอบฤดูกาลอะไรกันครับ ฤดูร้อน ฤดูฝน หรือว่าเป็นฤดูหนาว
ผมเองชอบฤดูฝนครับ ชอบบรรยากาศของฤดูฝน
ชอบเสียงน้ำฝนกระทบกับหลังคา ชอบกลิ่นดินในวันที่ฝนตก
และชอบท้องฟ้าเวลาหลังฝน ฟ้าหลังฝนนี่สวยที่สุดเลยครับ
ไม่ว่าจะฟ้าหลังฝนจริงๆหรือฟ้าหลังฝนที่เป็นคำเปรียบเปรย

แต่ถึงจะชอบช่วงเวลาที่ฝนตก และชอบฤดูฝนมากเท่าไหร่
แต่ก็ต้องยอมรับว่า คงไม่ใช่ทุกเวลาที่ผมชอบฤดูฝน
แน่นอนหละ ถ้านอนอยู่บ้านในวันที่ฝนตก
อากาศคงเย็นสบายน่านอนสุดๆไปเลย

ถึงอย่างนั้น ถ้ามองออกไปนอกจากตัวผมเอง
คนอื่นๆที่ชอบฤดูร้อน ชอบฤดูหนาว เขาก็คงมีเหตุผลของตัวเอง
จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าคนชอบฤดูร้อน ฤดูฝน หรือชอบฤดูหนาวต่างก็มีเหตุผลดีๆด้วยกันทั้งนั้น
มันก็คงเหมือนกับความชอบในเรื่องอื่นๆ ที่คนเราอาจมีความชอบที่แตกต่างกันไป
และทุกๆความชอบก็มีเหตุผลที่ดีในตัวของมันเอง

การที่เรากับคนอื่นชอบไม่เหมือนกัน จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนหรือบังคับให้มาชอบเหมือนกัน
แค่ยอมรับในความชอบของกันและกันก็มากพอ

“คนเราอาจมีความชอบที่แตกต่างกันไปและทุกๆความชอบก็มีเหตุผลที่ดีในตัวของมันเอง”

ข้อดีของการทะเลาะ

ข้อดีของการทะเลาะ : บางครั้งต้องยอมผ่านความไม่เข้าใจเพื่อที่เราจะเปิดใจให้กัน

ในความสัมพัธ์ การทะเลาะกันดูเหมือนเป็นเรื่องเลวร้าย
และถ้าเป็นไปได้เราควรที่จะหลีกเลี่ยง ไม่ทะเลาะกันดีที่สุด
เข้าใจกันทุกเรื่องดีที่สุด และนั้นก็เป็นสิ่งไม่อาจปฏิเสธได้

แต่ในความเป็นจริง การที่คนสองคน ต่างที่มา ต่างความคิด ต่างวิถีชีวิต
ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกัน แบ่งเป็นเรื่องราว มุมมอง ในเรื่องต่างๆด้วยกัน
มันก็เป็นเรื่องยากที่ความขัดแย้งจะไม่เกิดขึ้น
ถ้าใครที่คบกัน แล้วไม่เคยทะเลาะกันเลยก็อาจนับว่าเป็นเรื่องที่โชคดี
แต่จะกี่คนล่ะ กี่คู่ล่ะ ที่โชคดีแบบนั้น

เพราะบางครั้ง  เราก็หวาดกลัวการทะเลาะและไม่ชอบการโต้เถียง
ทำให้เราหลีกเลี่ยงที่จะเปิดเผยความรู้สึกบางอย่างแก่กัน
เราเลือกที่จะเก็บอารมณ์ เก็บความรู้สึกไว้ จนอารมณ์และความรู้สึกเล็กๆน้อยๆ
นั้นเริ่มขยายใหญ่และวันหนึ่งมันก็อาจแตกดังโพละออกมา

แต่การทะเลาะกัน มันทำให้เราเปิดเผยความรู้สึกที่มีต่อกัน
เปิดเผยความคิดที่มีต่อกัน ในแง่มุมที่บางที่เราเองก็ไม่กล้าจะพูด
ขึ้นอยู่กับเราจะเก็บเอาคำพูดเหล่านั้นเป็นความขุ่นเคืองใจ
หรือว่าแปลมันมาเป็นความเข้าใจ เพื่อที่จะได้เรียนรู้
และเข้าใจกันมากกว่าวันที่เคย

“ที่สำคัญคือ การอยู่ร่วมกันในช่วงเวลาที่ทะเลาะกันให้ได้
และการเรียนรู้ ‘อะไร’ จากการทะเลาะนั้น”

ข้อดีของการเจอกันช้า

ข้อดีของการเจอกันช้า : ทุกการพบเจอมีเหตุผลในตัวของมันเอง

เจอกันช้าไป
บางเวลา เราก็อดคิดไม่ได้ว่า เราเจอกันช้าไปหรือเปล่า
คงดจะดีกว่า ถ้าเราได้เจอกันก่อนหน้านี้
ใช้เวลาร่วมกันก่อนหน้านี้ และรู้หัวใจกันได้ดีกว่านี้
เราจะได้ไม่ต้องเอาหัวใจ ไปเสียใจ กับใครก็ไม่รู้ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

บางครั้ง เราก็อดรู้สึกแบบนั้นไม่ได้
ไม่แปลกหรอก ที่เราจะคิดแบบนั้น
เพราะถ้าเลือกได้ เราก้อยากเจอกับคนที่ใช่ตั้งแต่แรก
โดยไม่ต้องเอาวันเวลาไปแลกกับความเสียใจ
ไม่ต้องไปเสียน้ำตาให้กับคนที่ไม่เห็นค่าความรักของเรา

แต่ฉันว่า มันดีแล้ว ดีแล้วที่เราเจอกันตอนนี้
ดีแล้วที่เราต้อผ่านความผิดหวังมา ดีแล้วที่เราได้พบเจอผู้คนมากมาย
เรื่องราวที่ผ่าน ทำให้เราทะนุถนอมความรู้สึกของกันและกัน
เพราะเราต่างรู้ว่าเราเจอคนที่หามาเนิ่นนาน และไม่อยากให้เขาต้องผ่านเลยไป

ทุกอย่างมันมีเวลาของมัน ผลไม้บางอย่างต้องกินตอนสุกเท่านั้น
ดอกไม้จะงดงามจริงๆ ในเวลาที่มันผลิบาน
สิ่งที่มีคุณค่า ล้วนต้องเคยผ่านกระบวนการของการรอคอย
ไม่เว้นแม้แต่การได้พบเจอคนที่มีความหมายต่อหัวใจ

ที่สำคัญที่สุด ที่สุดสำหรับฉัน ขอเพียได้เจอเธอ
ไม่ว่าวันไหน ไม่ว่าเมื่อไหร่ ต่อให้เป็นวันสุดท้ายของลมหายใจ
ขอเพียงได้เจอเธอ ไม่มีคำว่าช้าเกินไป

“เรื่องราวที่ผ่านทำให้เราทะนุถนอมความรู้สึกของกันและกัน
เพราะเราต่างรู้ว่า เราเจอคนที่หามาเนิ่นนาน”

การเปลี่ยนแปลง

ข้อดีของการเปลี่ยนแปลง : ทุกความเปลี่ยนแปลงคือการเริ่มต้นใหม่


คนส่วนใหญ่หวาดกลัวความเปลี่ยนแปลง และนั้นก็ไม่ใช่เรื่อแปลกอะไร
โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์จะรู้สึกดีกว่า
ถ้าได้อยู่ในที่ที่รู้สึกถึงความมั่นคง ปลอดภัย
และการไม่เปลี่ยนแปลง อยุ่ในภาวะเดิมๆที่เรารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
ภาวะที่เราสามารถรู้ได้ว่า จะรับมือกับเรื่องต่างๆได้อย่างไร
นั่นคือ Comfort Zone อย่างหนึ่ง

แต่ก็เหมือนที่หนังสือหลายเล่ม หนังหลายเรื่อง
แม้กระทั้งบทเพลงหลายเพลง ชอบบอกกับเราว่า
“ออกมาจาก Safety Zone เถอะ”
ไม่ใช่ว่าภาวะของความมั่นคงปลอดภัยไม่ใช่เรื่องดี
เปล่าเลย

เพียงแต่การยึดติดอยู่กับความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย จนไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง
นั่นอาจเป็นสิ่งที่ทำร้ายเราได้มากกว่า ความเปลี่ยนแปลงใดๆ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรจะเหมือนเดิมตลอดไป
ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนแปลงไปสักวันหนึ่ง

ยอมรับให้ได้เถอะว่า ความเปลี่ยนแปลงเป็นธรรมดาของชีวิต
ไม่มีใครไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีสิ่งใดไม่เปลี่ยนแปลง
ไม่…….แม้กระทั้งเรา
ควาเปลี่ยนแปลง อาจทำให้รู้สึกไม่มั่นคง ต้องเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
แต่ในขณะเดียวกัน ความเปลี่ยนแปลงงก็อาจทำให้ทุกอย่างแย่ลง

แต่การเปลี่ยนแปลงก็เป็นวิธีเดียวที่สิ่งดีๆจะเกิดขึ้นได้เช่นกัน
“ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรจะเหมือนเดิมตลอดไป
ทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนแปลงไปสักวันหนึ่ง แม้เราไม่อยากเปลี่ยนแปลง”

ข้อดีของการจำ

ข้อดีของการจำ : เราจะทำผิดซ้ำๆยากขึ้น

หนึ่งในคำถามที่ผมพบเจอมากที่สุด คือ คำถามเรื่องการลืมครับ
คนส่วนใหญ่ อยากให้สมองเรามีปุ่ม Delete
เพื่อที่จะเลือกลบความทรงจำบางเรื่อง และเรื่องของคนบางคนได้

“ช่วยบอกหน่อย มีวิธีการไหนที่จะช่วยให่ลืมคนที่รักได้บางไหม”
ถ้ามีวิธี หลายคนเลือกได้ ก็อยากเลือกที่จะลบความทรงจำเหล่านั้นไป
ผมเป็นคนที่มีความเชื่ออย่างหนึ่งครับว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นมีเหตุผลเสมอ

อาจเป็นเพราะว่า ไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราอยากลืม เป็นเรื่องที่เราควรอย่างยิ่งต้องจดจำ
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะเรื่องที่เราอยากลืม มักเป็นเรื่องของความเสียใจ
มักเป็นเรื่องของความผิดหวัง มักเป็นเรื่องของเหตุการณ์ที่ไม่ดี

อาจเป็นเพราะถ้าเราลืมความเสียใจ ถ้าเราลืมความผิดหวัง
มันคงง่ายดาย ที่เราจะกลับไปทำแบบเดิม เพื่อที่จะผิดหวังเหมือนเดิม
เพื่อที่จะเสียใจเหมือนเดิม เพราะใช่ไหมว่า ต่อให้ไม่ลืม
ต่อให้ยังจดจำได้ และยังเจ็บปวด
เราก็ยังเผลอไปทำผิดซ้ำแผลเดิมตลอด

ดังนั้นมันอาจดีกับเรามากกว่า ที่เรายังจดจำความทรงจำเหล่านั้นได้
เพื่อที่จะไม่ไปทำผิดซ้ำอีก อย่างน้อยความจำเหล่านั้นจะคอยเตือนเราว่า
เพราะเราเคยทำแบบนี้ เพราะเราเคยรักคนคนนี้ เราจึงลงเอยแบบนี้

ให้ความจำเป็นเครื่องเตือนใจที่เราจะไม่ไปเดินซ้ำแผลเดิม
ครั้งแล้ว ……… ครั้งเล่า
“อาจเป็นเพราะว่าไม่ใช่ทุกเรื่องที่เราอยากลืมที่เราควรต้องลืม”

ข้อดีของความไม่ถูกชะตา

ข้อดีของความไม่ถูกชะตา : อย่าตัดสินใครสักคนก่อนที่เราจะทำความรู้จักเขาจริงๆ

ผมพบว่าไม่ใช่ตัวผมเองคนเดียว ที่เคยมีความรู้สึกว่าไม่ชอบหน้าคนคนนี้เลย
เพียงแค่ในการพบเจอครั้งแรกเรียกได้ว่า “ไม่ถูกชะตา”
ความไม่ถูกชะตานี่ดูเป็นเรื่องไม่มีเหตุผลเลยนะครับ
บางครั้งความไม่ถูกชะตาอาจป้นเรื่องของโชคชะตาก็เป็นได้
คือไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ไม่เคยข้องแวะกันเลย
แต่เพียงแค่เจอกันครั้งแรก ก็พาให้เรารู้สึกไม่ชอบหน้าแล้ว

เคยมีคนบอกผมว่า คุณผู้หญิงถูกชะตาไม่ถูกชะตาคนง่ายกว่าผู้ชาย
ผมไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ครับ ที่ผมตอบได้คือ ผู้ชายก็มีภาวะไม่ถูกชะตาเหมือนกัน
เคยมีคนบอกผมว่า รู้สึกไม่ถูกชะตากับคนคนหนึ่งเลย

ทำอย่างไรดี

คำตอบของผมคือ ถ้าไม่ถูกชะตากับใครให้ไปทำความรู้จักกับคนคนนั้น
คำตอบของผมไม่แปลกหรอกครับ ที่จะทำให้ถูกคนถามมองค้อนเข้าให้
ก็แหม ไม่ชอบ ไม่ถูกชะตา แล้วยังให้ไปทำความรู้จักอีกทำไม

ผมเชื่อว่า มีคนไม่น้อยเลยนะครับที่เป็นเหมือนผม
มีเพื่อนที่ไม่ชอบหน้า ไม่ถูกชะตาแต่แรกพบ
แต่พอได้รู้จัก คนคนนั้นกลับกลายเป็นเพื่อนรักเราไปตลอดชีวิต

อย่าให้ดวงตาทำหน้าที่เพียงลำพังในการตัดสินคน
ให้หัวใจเราได้ทำหน้าที่ไปด้วยกันนะครับ

“ความไม่ถูกชะตานี่ดูเป็นเรื่องไม่มีเหตุผลเลยนะครับ
บางครั้งความไม่ถูกชะตาอาจเป็นเรื่องของโชคชะตาก็เป็นได้”

เด็กสมัยนี้

ข้อดีของการเป็น “เด็กสมัยนี้” : เรียนรู้ที่จะไม่เป็นในสิ่งที่เราไม่ชอบเป็น

“เด็กทุกสมัย” ล้วนเคยผ่านการเป็น “เด็กสมัยนี้” และคำว่า
“เด็กสมัยนี้” ไม่ว่าจะใช้ในสมัยไหน ไม่เคยมีความหมายเป็นบวยเลย

เวลาผู้ใหญ่ไม่ว่ายุคไหน สมัยใด เมื่อขึ้นต้นประโยคว่า
เด็กสมัยนี้ ประโยคอื่นที่ตามมา ต้องมีความหมายเป็นลบเสมอ

คำว่า เด็กสมัยนี้ หลายครั้งคือการบ่น
และบ่อยครั้งไม่น้อย มันคือการโยนความผิด
ทั้งที่ “เด็กสมัยไหน” ก็เป็นผลผลิตของ “คุณภาพสังคม” และ “ผู้ใหญ่สมัยนั้น”
ถ้าเรามีคุณภาพสังคมที่ดี มีคุณภาพผู้ใหญ่ที่ดี
เชื่อผมเถอะว่า อย่างไรคุณภาพของเด็กสมัยนี้ก็ดีตามไปด้วย

แต่ปัญหาคือ ผู้ใหญ่ที่บ่นว่าเด็กสมัยนี้ ไม่เคยมองย้อนกลับไปดูที่ตัวเอง
ไม่เคยมองย้อนกลับไปดูคุณภาพของสภาพสังคมเลย
เหมือนกับมองว่า เด็กสมัยนี้ถ้าไม่ดีก็ไม่ดีด้วยตัวของเขาเอง
แต่หาได้เกี่ยวกับผู้ใหญ่เอง หรือคุณภาพสังคมแต่อย่างใด

ผมเชื่อว่า คนอ่านจำนวนไม่น้อยเป็นเด็กสมัยนี้อยู่
และอีกจำนวนไม่น้อยก็เคยเป็นเด็กสมัยนี้
ในสมัยหนึ่งมาด้วยกันแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะสมัยไหน
เมื่อมีใครบ่นว่า เด็กสมัยนี้ ที่หมายรวมถึงเรา เรามักรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมเลย

ที่เราทำได้คือ ในวันที่เราเติบโตขึ้นเป็น “ผู้ใหญ่สมัยนี้”
ก็อย่าใช้ประโยคซัดทอดเหมารวม “เด็กสมัยนี้” แบบที่เราเคยถูกกระทำ

“แค่เขาคิดไม่เหมือนเรา มีวิถีชีวิตไม่เหมือนเรา
เติบโตมาในสังคมที่แตกต่างกันกับเรา ไม่ได้หมายความว่า เขาแย่กว่าเราเลย”

 

บาดแผล

ข้อดีของบาดแผล

ร่องรอยบางอย่างมีไว้เตือนความทรงจำ
ขึ้นชื่อว่ารอยแผลคงไม่มีใครอยากเป็น
เพราะบาดแผลมักต้องแลกมากับความเจ็บปวด
และบางครั้งก็ทิ้งริ่งริยของความเจ็บปวดนั้นไว้


ในรูปรอยของ “แผลเป็น”
บาดแผล รอยแผล จึงเป็นอะไรที่ถ้าเราหลีกเลี่ยงได้ ก็ควรที่จะหลีกเลี่ยง

แต่ในความเป็นจริง เราไม่อาจหลีกหนีบาดแผลได้
ทุกคนคงเคยมีบาดแผลด้วยกันทั้งนั้น

บางบาดแผลเกิดจากความประมาท
บางบาดแผลเกิดจากความพลั้งเผลอ
บางบาดแผลเกิดจากวันที่อ่อนวัยฃ
หลายบาดแผลเกิดขึ้นแล้วก็จางหายไป

แต่อีกหลายบาดแผลเกิดขึ้นแล้วทิ้งร่องรอยฝากเอาไว้
ไม่ว่าจะเป็นรอยแผลบนร่างกายและจิตใจ
รอยแผลนั้นยังเป็นเครื่องเตือนความทรงจำทุกครั้งที่ได้มอง
บาดแผลที่ยังไม่เกิดขึ้น เราทำได้ดีที่สุด
คือ การพยายามใช้ชีวิตบนความไม่ประมาท
เพื่อป้องกันไม่ให้บาดแผลนั้นเกิดขึ้น

แต่เราไม่ควรสร้างบาดแผลนั้นขึ้นมาด้วยตัวเอง
เราไม่ควรทำร้ายตัวอง ไม่ว่าทางกายและจิตใจ
เพราะบาดแผลที่เกิดขึ้นจากการลงมือทำของเราฝังลึกมากที่สุดตลอดชีวิตก็อาจลบไม่ได้

เราทำได้แค่กอดบาดแผลนั้นและให้คำมั่นสัญญา
เราจะไม่มีวันทำร้ายตัวเองอีกต่อไป

“รอยแผลนั้นยังเป็นเครื่องเตือนความทรงจำทุกครั้งที่ได้มอง”

ข่าวร้าย

ข้อดีของข่าวร้าย : ทำให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับความเป็นจริงมากขึ้น

ข่าวดีคือ ข่าวที่ทุกคนอยากฟัง เฝ้ารอคอยปรารถนาที่จะได้ยิน
ส่วนข่าวร้ายคือ ข่าวที่ทุกคนเบือนหน้าหนี และภาวนาขอไม่ให้เป็นเรื่องจริง

หากคุณไม่ใช่ดาราบางคนที่ถือว่าการไม่มีข่าวคือข่าวร้าย
ส่วนการมีข่าวร้ายก็ยังถือว่าเป็นข่าวดี ดีกว่าเงียบไปเลย

ถ้าเราเป็นคนธรรมดาทั่วไป ก็ไม่แปลกอะไร ที่เราจะไม่ชอบข่าวร้ายนัก
เพราะข่าวร้ายมักหมายถึงการต้องรับรู้เรื่องราวที่ไม่ดี
สิ่งที่ใจเราไม่ได้ปรารถนาอยากจะรับฟัง
อะไรก็ตามที่เลือกได้ เราคงอยากจะไปให้พ้น

แต่สิ่งใคก็ตามที่เกิดขึ้นแล้ว เราไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย
ที่เราทำได้คือ เผชิญหน้า เผชิญหน้าเพื่อที่จะผ่านไป

ซึ่งการเผชิญหน้านั้นแหละก็คือวิธีการที่ดีที่สุดที่เราจะพาตัวเองออกจากข่าวร้ายไปได้

“ชีวิตมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายมาหาเราได้ในทุกช่วงของชีวิต
การไม่จมไปกับข่าวร้ายและไม่หลงไปกับข่าวดี
จะช่วยให้เราประคองชีวิตไปได้ตลอดรอดฝั่ง”

 

ความห่าง มันช่วยให้เรามองเห็นความคิดถึงชัดเจนขึ้น

ข้อดีของความห่าง
มันช่วยให้เรามองเห็นความคิดถึงชัดเจนขึ้น

เอาจริงๆ ถ้าเราเลือกได้
ก็คงไม่มีใครอยากอยู่ห่างกับคนที่รัก
หากเป็นได้ เราคงอยากเจอกับเขาให้บ่อยที่สุด
อยู่กับเขาให้นานที่สูง ใช้เวลาร่วมกันให้นานที่สุด

ผมก็เช่นกัน ถึงอย่างนั้น
การที่คงสองคนรักกัน ไม่ได้หมายความว่า
ชีวิตของเขากับชีวิตของเราจะเป็นชีวิตเดียวกันเสมอไป
ใช่ มันก็จะมีส่วนหนึ่ง ที่เรากับเขาจะมีชีวิตร่วมกัน

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็ยังต้องมีชีวิตของเขา
เราก็ยังต้องมีชีวิตของเรา ในขณะที่เราใช้ชีวิตร่วมกัน
เราต่างก็ยังต้องใช้ชีวิตของตัวเองด้วย และเพราะเราต่างต้องใช้ชีวิตของตัวเราเอง

แม้ไม่ได้ปรารถนา แต่บางช่วงเวลาเราก็ต้องยอมที่จะห่างกัน
ถึงความห่างนั้นจะทำให้เรารู้สึกทรมานใจมากมายเพียงใด

ผมเชื่อว่า
ความสัมพัยธ์เป็นเรื่องของการจัดวางระยะของคนสองคน
ระยะแค่ไหนที่ควรใกล้
ระยะแค่ไหนที่ควรห่าง
ใกล้ไปบางทีก็อาจน่าเบื่อและอึดอัด

แต่ห่างกัน บางทีก็คิดถึง
การให้เขามีชีวิตของเขา และเรามีชีวิตของเรา
ในขณะที่ต่างมีชีวิตร่วมกัน
อาจเป็นการสร้างสมดุลให้ความสัมพันธ์ได้ดีที่สุด
และใช่ไหมว่าบางครั้งความห่างก็ทำให้ความคิดถึงเดินทางได้ดีขึ้น

“ความห่างจะทำให้เราปรารถนาซึ่งกันและกัน”